ตลาดวันจันทร์เปิดตัวสดใสหลังการเทขายในวันศุกร์

9 เม.ย.61

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากความกังวลว่ารัฐบาลทรัมป์จะเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีน อีกทั้งรายงานสถิติตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่ดีนัก ก็เพิ่มแรงกดดันให้กับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดวันนี้กลับมาเป็นบวกอีกครั้งเนื่องจากนักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสามารถหาทางออกได้ด้วยการเจรจา นอกจากนี้ ก็ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการกีดกันการค้าใดๆ อย่างเป็นรูปธรรมระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่าสินค้าจีนกว่า 100 รายการที่ถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีนั้น ยังไม่มีการส่งออกจากจีน และสหรัฐฯ ยังมีเวลาอีก 60 วันเพื่อรับฟังประชามติ ส่วนทางจีนเองก็ยังไม่ได้กำหนดวันประกาศใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับสหรัฐฯ เช่นกัน และยังคงเพียงเฝ้าดูท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไป

 

ดัชนี MSCI ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกโตขึ้น 0.55% ซึ่งสูงสุดในรอบสองสัปดาห์ ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลบวกไปด้วย เช่น ดัชนี Nikkei ที่เติบโตขึ้น 0.5% ทำลายสถิติเดิมเมื่อกลางเดือน มี.ค.

 

ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปเองก็มีสภาพดีขึ้น โดยดัชนี European Dow โตขึ้น 0.6% และเป็นสถิติที่ดีที่สุด ตั้งแต่ 19 มี.ค.61 ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ฟื้นตัวขึ้นในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนตลาดน้ำมันและอุตสาหกรรมโลหะก็กระเตื้องขึ้นเช่นกัน โดยการซื้อขายน้ำมันเติบโตขึ้น 0.5% จากสัปดาห์ก่อนซึ่งร่วงลงไปอยู่ที่ 4.5% และดัชนี Brent ที่ขึ้นไปแตะระดับ 68.51$ ในช่วงเวลาเปิด American Sessions

 

ส่วนตลาด Forex ในช่วงหลังของวัน เงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยสกุลเงินคู่หลัก EUR/USD แข็งค่าขึ้นในวันศุกร์ มาซื้อขายกันอยู่ที่ราคา 1.2300-1.2340$ ซึ่งความผันผวนเหนือเพดานนี้บ่งชี้ว่าการซื้อขายจะขึ้นไปแตะระดับ 1.2470$ ต่อไป

 

สำหรับดัชนี PMI ในอังกฤษ ที่ปรับตัวลงในภาคการก่อสร้าง ภาคบริการ และภาคการผลิตนั้น ไม่ส่งผลต่อการแข็งค่าขึ้นของคู่สกุลเงิน GBP/USD ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังมีความผันผวนสูง ซึ่งนอกจากการแข็งค่าของ GBP/USD แล้ว สถิติทางเทคนิคเองก็แข็งแกร่งขึ้นมาที่ระดับ 1.4230$

 

ส่วนตลาดบิทคอยน์เติบโตลดลง 6% ต่อเนื่อง 2 ชม. ในวันจันทร์ โดยราคาร่วงลงไปต่ำกว่า 7,000$ ซึ่งตามความเห็นของนักวิเคราะห์บางกลุ่มมองว่า การเทขายอย่างหนักในเดือนนี้เป็นผลมาจากภาษี ที่เป็นแรงขับดันหลัก

 

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่าหลังจากที่ตลาดเงินดิจิตอลเติบโตขึ้น ผู้ประกอบการสหรัฐฯ อาจต้องเสียภาษีเงินได้สูงถึง 25,000$ ล้าน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเทขายบิทคอยน์จนเกิดภาวะขาลงครั้งใหญ่ ก่อนที่จะประกาศใช้มาตรการภาษีดังกล่าวใน 17 เม.ย.61

สนับสนุนข้อมูลโดย Fort Financial Service
เทรดกับ FortFS แล้วรับรีเบตจาก RebateForex4U คลิกที่นี่เพื่อสมัคร