17 เม.ย.61

แม้ผลประกอบการของ JP Morgan Chase, Bank of America, Wells Fargo และ Citigroup จะออกมาดีเกินคาด แต่กลับทำให้นักลงทุนผิดหวัง ทั้งที่ผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทดังกล่าวได้ประโยชน์จากการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะน่าจะทำให้สถาบันการเงินมีรายได้มากขึ้นจากการปล่อยกู้ แต่กลับไม่เป็นผลดีต่อการถือครองทรัพย์สินค้ำประกันเงินกู้ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจึงเป็นผลเสียมากกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับ Wells Fargo ที่ไม่สามารถถือเอาประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามข้อห้ามของธนาคารกลางสหรัฐฯ จนกว่าจะได้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการภายในบริษัทให้ลุล่วง

 

ราคาหุ้นของสถาบันการเงินทั้งสี่แห่งดังกล่าวกลับเป็นขาลงในครั้งนี้ สวนทางกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่คิดว่ากำลังจะมีข่าวดี จึงเข้าตำรา “Buy the rumor, Sell the fact” (แมงเม่า) สอดคล้องกับดัชนี Cboe Volatility Index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความกลัวของตลาด ที่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น แปลว่า:

  1. นักลงทุนเชื่อมั่นว่ากำลังจะมีการประกาศข่าวดี
  2. นักลงทุนประมาทเกินไปจนละเลยปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์การค้าจีน-สหรัฐฯ, สงครามโจมตีซีเรียทางอากาศ, วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลสหรัฐฯ, วิกฤติข้อมูล Facebook รั่วไหล, อีกทั้งหลายความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงิน เช่น

 

Binky Chadha (ตำแหน่ง Chief Global Strategist ธนาคาร Deutsche Bank) : ใครๆก็คิดไปว่าผลประกอบการครั้งนี้จะต้องออกมาดีมากๆๆๆ

 

ประวิทย์ จินตวงศ์วานิช (ตำแหน่ง Head of Derivatives Strategy บมจ. Macro Risk Advisors) : เป็นธรรมดาที่ตลาดจะผันผวนก่อนมีการแถลงผลประกอบการ เพราะหลังจากประกาศแล้วส่วนมากก็จะซบเซาลง

 

Peter Boockvar (ตำแหน่ง Chief Investment Strategist บลจ. Bleakley Financial Group) : แม้ว่าผลประกอบการจะดี ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะต้องดีตามด้วยเสมอไป

สนับสนุนข้อมูลโดย Fort Financial Service
เทรดกับ FortFS แล้วรับรีเบตจาก RebateForex4U คลิกที่นี่เพื่อสมัคร