7 มิ.ย.61

สัปดาห์ที่จะถึงนี้กำลังจะมีการประชุมกำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB) ซึ่งแม้การประชุมในหลายปีที่ผ่านมาดูจะไม่มีความสำคัญนักในสายตาของนักลงทุน แต่ขณะนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมายุโรปใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่ม ผ่านการซื้อพันธบัตรมูลค่ามหาศาล ซึ่งนาย Mario Draghi ประธาน ecb ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวไว้หลายต่อหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ดี ขณะนี้สถิติต่างๆ ทางเศรษฐกิจออกมาดีขึ้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดังกล่าวอีกต่อไป

 

โดยเมื่อต้นปี 61 ECB ยังคงนโยบายเดิมไว้ เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองในเยอรมนี อิตาลี และสเปน ที่ส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของกลุ่มสหภาพยุโรปรวมถึงระบบเศรษฐกิจ แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 มิ.ย.61) นาย Peter Praet ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Economist ของ ECB ก็ทำให้นักลงทุนตกตะลึง เมื่อประกาศว่า ECB จะตัดเงินอุดหนุนโครงการรับซื้อพันธบัตรมูลค่า 30,000 ล้านยูโรต่อเดือน

 

ท่าทีดังกล่าวของ ECB เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองยุโรปกำลังตึงเครียด โดยรัฐบาลใหม่ของอิตาลีที่เป็นกลุ่มการเมืองแนวประชานิยม มีแผนจะผ่อนปรนกฎเกณฑ์การใช้จ่ายภาครัฐและเพิ่มวงเงินในส่วนดังกล่าว ซึ่งขัดต่อแนวนโยบายควบคุมการเงินของสหภาพยุโรปและรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนี

 

ทั้งนี้ นาย Peter Praet ได้แถลงที่กรุงเบอร์ลินว่า ECB เชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังจะสูงขึ้นถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ คือ 2% ซึ่งหลายปีมานี้ไม่เคยเป็นไปตามที่คาดหวัง โดยในสัปดาห์หน้าผู้แทนรัฐบาลของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปจะหารือกันเพื่อประเมินว่าโครงการรับซื้อพันธบัตรของ ECB ยังคงมีความจำเป็นต่อไปหรือไม่

 

แถลงการณ์ดังกล่าวของ นาย Peter Praet ได้สร้างความฮือฮาอย่างมากในหมู่นักลงทุนที่ไม่คาดคิดว่า ECB จะเปลี่ยนแปลงนโยบายก่อนถึงเดือน ก.ค. นี้ โดยคำแถลงดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย ที่ออกมาจากผู้บริหาร ECB โดยตรง ก่อนจะเข้าสู่บรรยากาศคลุมเครือในช่วงนี้ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จะเกิดการประชุมกำหนดนโยบายดังกล่าว ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงริก้า ประเทศลัตเวีย ในวันพุธและพฤหัสบดี ที่ 13-14 มิ.ย.61

 

หลังจากมีคำแถลงของนาย Peter Praet ออกมา ก็ทำให้เงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นประมาณ 0.5 เซนต์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรปลดลง โดยเฉพาะพันธบัตรของอิตาลีที่นักลงทุนต่างคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการถอนตัวของนักลงทุนรายใหญ่

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของนาย Peter Praet นั้นถือว่ามีอิทธิพลอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายของ ECB และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของคณะกรรมการบริหารที่มีอำนาจชี้ชะตาอัตราดอกเบี้ยธนาคาร ซึ่งสิ่งที่แถลงออกมานั้นมีนัยยะว่าเขาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงาน มากกว่าการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของนาย Peter Praet ก็ยังสื่อความหมายอีกนัยว่า ECB ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อประเมินสาเหตุของการถดถอยในระบบเศรษฐกิจของกลุ่ม โดยเฉพาะภัยคุกคามจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาคการส่งออกของยูโรโซน อีกทั้ง นาย Carsten Brzeski นักเศรษฐศาสตร์ จากธนาคาร ING แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ก็แสดงความเห็นว่า แถลงการณ์ของนาย Peter Praet นั้น บ่งบอกว่าเสียงส่วนมากในคณะผู้แทนรัฐบาลของประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปต่างเห็นด้วยกับการยุติโครงการรับซื้อพันธบัตรภายในสิ้นปีนี้

 

ส่วนกรรมการบริหารระดับสูงของ ECB รายอื่นที่มีบทบาทสำคัญอย่าง นาย Jens Weidmann ประธานธนาคารกลางเยอรมนี และ นาง Sabine Lautenschläger สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ECB ต่างก็มีท่าทีที่สื่อเป็นนัยว่า ECB จะยุติการรับซื้อพันธบัตรซึ่ง มูลค่าถึงเดือนละ 30,000 ล้านยูโร ภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยนาย Jens Weidmann ได้แสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวผ่านวิดีโอ ที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะยกเลิกโครงการรับซื้อพันธบัตร (Quantitative Easing—QE) ภายในปี 61 นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มขยายตัวต่อเนื่องและอัตราการว่างงานก็ลดต่ำลง

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสำรวจในภาคธุรกิจส่งสัญญาณว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัวลง ซึ่งผู้บริหาร ECB ให้ความเห็นว่าเป็นเพียงสภาวะปกติหลังจากเกิดการเติบโตที่ร้อนแรง ประกอบกับมีปัจจัยแทรกแซงอื่น เช่น สภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่และการเกิดโรคระบาด นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่ขึ้นไปถึงระดับที่คาดหวัง ทำให้ผู้บริหาร ECB ต้องรอดูตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจต่อไปอีกอย่างน้อยระยะหนึ่งจึงจะสามารถตัดสินใจได้ โดยในสัปดาห์หน้า ECB จะเผยแพร่ตัวเลขที่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อรายไตรมาส ซึ่งเป็นรายงานสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบาย โดยนาย Carsten Brzeski กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ในบอร์ด ECB มองว่าสถิติเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอลงนั้น ยังเลวร้ายน้อยกว่าการฟื้นตัวของสหภาพยุโรปที่ชะงักงัน

 

นโยบายเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐของรัฐบาลอิตาลี ประกอบกับความกังวลว่าอิตาลีอาจถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลอิตาลียิ่งพุ่งสูงขึ้นซ้ำเติมจำนวนหนี้ที่มีล้นพ้นตัวอยู่แล้ว ซึ่งสถานการณ์เป็นเช่นเดียวกันสำหรับประเทศยุโรปตอนใต้อีกหลายประเทศ โดยวิกฤติการเมืองในอิตาลีที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะส่งผลกระทบให้การเติบโตของเศรษฐกิจสหภาพยุโรปชะงักลง จนอาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากเยอรมนีอีก

 

ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงมองว่ามีแนวโน้มที่ ECB อาจจะใช้นโยบายเดิมต่อไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในอิตาลีดังกล่าว ซึ่งนาย Marcel Fratzscher ประธาน Think Tank ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW) แสดงความเห็นว่า “ECB จะระมัดระวังอย่างยิ่งต่อการดำเนินการใดๆ เพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์ว่า ECB นั้นมีความเป็นกลางต่อรัฐบาลอิตาลี”

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ ECB หลายคน โดยเฉพาะ นาย Jens Weidmann ก็ได้ออกมาเตือนล่วงหน้าว่า ECB อาจถูกกดดันให้ขยายระยะเวลารับซื้อพันธบัตรออกไปอีก เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งทะยานขึ้นสำหรับรัฐบาลของประเทศขนาดเล็กที่มีหนี้สินจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน

 

ส่วนนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของกองทุน Merrill Lynch สังกัดธนาคาร Bank of America ก็ออกมาแสดงความเห็นเช่นกัน ว่าการประกาศยุตินโยบายรับซื้อพันธบัตร เพียงสัปดาห์เดียวหลังรัฐบาลใหม่ของอิตาลีเข้าบริหารประเทศนั้น เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ECB ไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงด้วยการปล่อยให้นโยบายดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อการต่อรอง

 

สนับสนุนข้อมูลโดย Fort Financial Service
เทรดกับ FortFS แล้วรับรีเบตจาก Thailandforexrebate คลิกที่นี่เพื่อสมัคร