PIP (Price Intercept Point)

pip คือหน่วยที่เล็กที่สุดของการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงิน ซึ่งมี 2 กรณี คือ

 

วัดในระดับหน่วยทศนิยมหลักที่ 4  เช่น

ถ้าราคา Bid (ซื้อ) ของคู่เงิน EUR/USD อยู่ที่ 1.1663 USD ต่อ 1 EUR

และราคา Ask (ขาย) ของคู่เงิน EUR/USD อยู่ที่ 1.1665 USD ต่อ 1 EUR

ก็จะมี spread อยู่ที่ 1.1665 – 1.1663 = 0.0002 หรือ 2 pip

# ซึ่งส่วนต่างของมูลค่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเรียกว่า spread

 

วัดในระดับหน่วยทศนิยมหลักที่ 2 สำหรับสกุลเงินเยน (JPY)  เช่น

ถ้าราคา Bid (ซื้อ) ของคู่เงิน JPY/USD อยู่ที่ 109.53 JPY ต่อ 1 USD

และราคา Ask (ขาย) ของคู่เงิน JPY/USD อยู่ที่ 109.57 JPY ต่อ 1 USD

# ก็จะมี spread อยู่ที่ 109.57 – 109.53 = 0.04 หรือ 4 pip

 

ส่วนโบรกเกอร์บางแห่งที่แสดงค่าเงินเป็นทศนิยม 5 จุด (หรือแสดงค่าเงิน JPY เป็นทศนิยม 3 จุด) ก็หมายความว่าทศนิยมหลักที่ 5 (หรือ 3) นั้น คือมูลค่า 1/10 pip (เอา 1 pip มาแบ่งย่อยอีกเป็น 10 ส่วน) เช่น 1.16607 – 1.16603 = 0.00004 คือ 0.4 pip

 

Exchange Rate

มูลค่าของเงินสกุลหนึ่งๆ จะวัดได้โดยเปรียบเทียบกับมูลค่าของเงินสกุลอื่น เช่น

ค่าเงิน EUR/USD อยู่ที่ 1.1660 หมายความว่า 1 EUR มีค่าเท่ากับ 1.1660 USD

ค่าเงิน USD/EUR อยู่ที่ 0.8576 หมายความว่า 1 USD มีค่าเท่ากับ 0.8576 EUR

 

โดยที่ค่าเงินตัวแรก คือ สกุลเงินฐาน (Base Currency) และค่าเงินตัวที่สอง คือ สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency หรือ Counter Currency)

EUR/USD ยูโรต่อดอลล่าร์ (EUR = Base Currency และ USD = Quote Currency)

USD/EUR ดอลล่าร์ต่อยูโร (USD = Base Currency และ EUR = Quote Currency)

 

 

Bid Price คือ ราคาตลาด สำหรับเข้าซื้อคู่เงินหนึ่งๆ
Ask Price คือ ราคาตลาด สำหรับขายคู่เงินหนึ่งๆ

ภาพจาก https://www.babypips.com

 

 

Dealing Spread (Bid/Ask Spread)

คือ ส่วนต่างของราคา Bid และราคา Ask ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในช่วง 2-3 pip สำหรับตลาดในภาวะปกติ โดยโบรกเกอร์จะได้กำไรจากส่วนต่างนี้ บัญชีฟอเร็กซ์ส่วนใหญ่จึงมักไม่เรียกเก็บค่า commission อีก

 

Profit Potential in Rising and Falling Markets
(ศักยภาพในการทำกำไรทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง)

เนื่องจาตลาดมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดภาวะขาขึ้นหรือขาลงย่อมสามารถเป็นโอกาสทำกำไรสำหรับการซื้อขายค่าเงินสกุลหนึ่งต่อค่าเงินสกุลอื่นๆได้เสมอ เพราะมูลค่าของเงินนั้นเป็นค่าสัมพันธ์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่น อย่างเช่นถ้า EUR/USD อ่อนค่าลง ก็หมายความว่า USD มีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับ EUR (และในทางกลับกัน ถ้า EUR/USD แข็งค่าขึ้นก็คือ USD มีค่าน้อยลงเมื่อเทียบกับ EUR)

 

Long

(เข้าซื้อ—เนื่องจากคาดว่าราคากำลังจะสูงขึ้น) เราจะเข้าซื้อคู่เงินหนึ่งๆ แล้วรอให้ราคาสูงขึ้น ก่อนจะปล่อยขายออกมา

Short

(ขาย—เนื่องจากคาดว่าราคาจะตกต่ำลง) เราจะขายคู่เงินหนึ่งๆ ออกไป แล้วค่อยซื้อกลับมาใหม่ที่ราคาต่ำกว่าเดิม

 

 

 

Margin และ Leverage

การเทรดโดยใช้มาร์จิ้น หมายถึง การซื้อหรือขายในมูลค่าที่มากกว่าทุนในบัญชี โดยการเทรดฟอเร็กซ์ทั่วไปมักจะกำหนดมาร์จิ้น (หรือทุนประกัน) ไว้ต่ำมาก เพื่อเอื้อให้นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในมูลค่าเล็กน้อยมากๆ (ในหน่วยทศนิยม 4-5 ตำแหน่ง) ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องเทรดในปริมาณเงินขนาดใหญ่

ตัวอย่างเช่น เทรดด้วยมาร์จิ้น 1.0% หมายความว่า ถ้าเรามีทุนอยู่ 10,000 USD เราจะสามารถซื้อขายได้ในมูลค่าถึง 1,000,000 USD ซึ่งเท่ากับว่าเราลงทุนจริงเพียง 1.0% ของมูลค่าการเทรด ซึ่งการเทรดด้วยมูลค่าที่มากกว่าทุนถึง 100 เท่าเช่นนี้ เรียกว่ามี “เลเวอเรจ” (หรือ gearing หรือ อัตราทด) เท่ากับ 1:100 (1,000,000 ก็คือ 100 เท่า ของจำนวน 10,000)

 

 

ภาพจาก https://www.xm.com/th

 

จากภาพตัวอย่าง เปิด Position size 100,000 USD (หรือ 1 Standard Lot) ด้วยทุน 1,000 USD (0.01 Lot) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD อยู่ที่ 1.16604

 

เมื่อใช้เลเวอเรจ 1:1 จะต้องใช้มาร์จิ้น 16604 x 1000 = 1,166.04 USD (ลงทุนเต็มวงเงิน)

เมื่อใช้เลเวอเรจ 1:100 จะใช้มาร์จิ้นเพียง 16604 x (1000/100) = 11.66 USD

 

การใช้เลเวอเรจ ช่วยให้สามารถทำกำไรได้รวดเร็วแต่ก็สามารถทำให้ขาดทุนจนหมดตัวเช่นกัน ดังนั้นการใช้เลเวอเรจสูงสุดของทุนที่มีจึงเสี่ยงอย่างยิ่ง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจึงต้องมีวินัยที่เคร่งครัดในการบริหารเงินทุนและการกำหนด position size ของตนเองให้เหมาะสมกับจำนวนทุนที่มีและความเสี่ยงที่จะรับได้ ซึ่งการเทรดฟอเร็กซ์โดยทั่วไปมักจะให้ใช้เลเวอเรจได้ถึง 100 เท่า แต่ปัจจุบันการเทรดในสหรัฐฯ กำหนดให้ใช้เลเวอเรจได้เพียง 50 เท่า ตามกฎระเบียบใหม่

 

Margin Call

            เมื่อมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าค่ามาร์จิ้นที่ใช้ไป โบรคเกอร์จะเตือนให้เราฝากเงินเข้าบัญชีเพิ่ม ซึ่งเรียกว่า “Margin Call” โดยหากเราไม่ฝากเงินเข้าบัญชีเพิ่มตามที่กำหนด โบรคเกอร์ก็จะปิดคำสั่งเทรดของเรา หรือ ล้างพอร์ต (ขายทิ้งทั้งพอร์ตในราคาตลาดขณะนั้น)

 

ทำความเข้าใจคำสั่งเทรดคู่เงิน

            การส่งคำสั่งซื้อขายเงินจะมีรูปแบบเป็นคู่ เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY เนื่องจากการซื้อเงินสกุลหนึ่ง ก็คือการขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไปในเวลาเดียวกัน เช่น ถ้าเราซื้อคู่เงิน EUR/USD (นำเงิน USD ไปแลกเป็นเงิน EUR) แล้วต่อมาเงินยูโรแข็งค่าขึ้น เราก็จะได้กำไร (เพราะเงิน EUR ที่ถืออยู่ตอนนี้สามารถนำไปแลกกลับเป็น USD ได้จำนวนมากกว่าเดิม)

            ในคำสั่งซื้อขายคู่เงินนั้น เราจะเรียกสกุลเงินตัวแรกว่า “สกุลเงินฐาน (Base Currency)” และสกุลเงินตัวที่สองเรียกว่า “สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency หรือ Counter Currency)”  เช่น

 

EUR/USD = 1.32105

EUR คือ Base Currency

USD คือ Quote Currency

หมายความว่า 1 EUR = 1.32105 USD

ความแตกต่างระหว่างการเทรดระยะสั้นและระยะยาว

      Short-term Day Trader—นักลงทุนที่เข้าเทรดภายในระยะเวลาไม่เกิน 24-48 ชม. ระยะเวลาในการถือครองเงินจึงสั้นมาก

      Long-term Position Trader—นักลงทุนที่เข้าเทรดในวันหนึ่งแล้วถือครองเงินไว้ข้ามคืน จนถึงมากกว่า 1 สัปดาห์

Short-term Trading

          เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ระดับวินาทีจนถึงระดับวันต่อวัน ซึ่งนักลงทุนระยะสั้นจะต้องเทรดหลายรอบ และต้องวางแผนทำกำไรให้มากกว่าค่า spread หลายครั้งกว่า ซึ่งความอ่อนล้าและตึงเครียดอาจมีผลเสียต่อจิตใจและอารมณ์ จนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ

 

Long-term Trading

          เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะยาว ตั้งแต่รายวันไปจนถึงรายสัปดาห์หรือรายเดือน ซึ่งนักลงทุนระยะยาวจะเทรดน้อยครั้งกว่าและใช้เวลาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดน้อยกว่า

 

# ตัวอย่างเช่น หากต้องการกำไ 500 pip จากการเทรด EUR/USD ซึ่งมี spread = 3 pip

               นักลงทุนระยะสั้น—หากเทรด 20 ครั้ง จะต้องทำกำไรให้ได้ 560 pip

               (จำนวนครั้งที่เทรด 20 x 3 pip = 60 pip ที่เกินมา คือ spread ที่ต้องหักออกจากกำไร)

               นักลงทุนระยะยาว—หากเทรดเพียงครั้งเดียวจะต้องทำกำไรให้ได้ 503 pip

               (จำนวนครั้งที่เทรด 1 x 3 pip = 3 pip ที่เกินมา คือ spread ที่ต้องหักออกจากกำไร)

จะเห็นได้ว่านักลงทุนระยะยาวมีความได้เปรียบกว่ามากเนื่องจากต้องทำกำไรเพียงแค่ 503 pip สำหรับหักค่า spread ของการเทรดเพียง 1 ครั้ง ส่วนนักลงทุนระยะสั้นต้องทำกำไรมากถึง 560 pip เพื่อหักค่า spread ของการเทรด 20 ครั้ง

 

ช่วงเวลาในการเทรด (Forex Trading Session)

ตลาดฟอเร็กซ์เปิดให้ทำการซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. ในวันทำการจันทร์-ศุกร์ แต่เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันเรื่องโซนเวลา หากนับตามเวลาประเทศไทย จะมีช่วงเวลาเทรดตั้งแต่ วันจันทร์-เสาร์ ดังนี้

               ตลาด AUD (ซิดนีย์) เปิด 5.00-13.00 น.

               ตลาด JPY (โตเกียว) เปิด 6.00-14.00 น.

               คลาด CHF (ฝรั่งเศส) เปิด 13.00-21.00 น.

               ตลาด EUR (ยุโรป) เปิด 14.00-22.00 น.

               ตลาด GBP (ลอนดอน) เปิด 15.00-23.00 น.

               ตลาด CAD (แคนาดา) เปิด 19.00-3.00 น.

               ตลาด USD (นิวยอร์ก) เปิด 19.00-3.00 น.

               ส่วนสกุลเงินดิจิตอล เช่น Bitcoin (BTC) สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. ทุกวัน

               ซึ่งช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มเปิดตลาด และช่วงเวลาที่ตลาดเปิดคาบเกี่ยวกัน ค่าเงินจะมีความผันผวนสูงมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาทับซ้อนระหว่างตลาดฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ