12 ก.ค.61

ตลาดหุ้นวันพุธได้รับความกดดันจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ มูลค่า 200,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากสงครามการค้าในระยะยาว จึงทำให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง (เมื่อวานนี้ ราคาน้ำมันหดตัวลง 7%) อย่างไรก็ตาม เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความมั่นคงสูง

 

สำหรับตลาดหุ้นเอเชียเกิดการปรับฐานลงตามวัฎจักรของการซื้อขาย ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปเกิดการขยายตัว จากปัจจัยบวกชั่วคราวซึ่งไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามการค้า สงครามค่าเงิน และการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความผันผวนของการซื้อขายในตลาดต่อไป

 

โดยในวันพฤหัสบดี (13 ก.ค.61) และวันศุกร์ (14 ก.ค.61) จะมีการประกาศดัชนีเงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ (US Consumer inflation) และรายงานผลประกอบการของธนาคารในสหรัฐฯ ซึ่งจะเบี่ยงเบนความสนใจของตลาดออกไปจากประเด็นสงครามการค้า

 

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจาก ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยุโรป (EU Industrial production) ที่ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ล่วงหน้า โดยอยู่ที่ 1.3% จากที่ทำนายไว้เพียง 1.2% ส่งผลให้ตัวเลขประมาณการรายเดือนดีขึ้น จาก -0.9% เหลือ -0.8% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.61

 

ส่วนสถิติหลักๆ ที่มีอิทธิพลต่อตลาดอย่างมาก ได้แก่ ผลการประชุมรอบสุดท้ายของธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB) และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ จะมีการประกาศตามมาภายหลัง โดยปีนี้มีคาดว่าตลาดการลงทุนจะขยายตัวขึ้น 2.3% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 2.2% เนื่องจาก FED และนักลงทุนต่างเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงของการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว

 

สถิติต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเป็นตัวกำหนดบรรยากาศของการลงทุนหลังจากนี้ โดยขณะนี้เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ และอาจไต่ระดับขึ้นไปได้ถึง 94.96 จุด

 

สนับสนุนข้อมูลโดย Fort Financial Service
เทรดกับ FortFS แล้วรับรีเบตจาก ThailandForexRebate คลิกที่นี่เพื่อสมัคร